เปลี่ยนทุกพื้นที่ ให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น

สำรวจไอเดียและแนวทางการจัดพื้นที่สำหรับการใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมค้นหาเฟอร์นิเจอร์และโซลูชันที่ช่วยให้ทุกพื้นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทำงาน พื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่พักคอย หรือพื้นที่ส่วนกลาง ทุกองค์ประกอบสามารถนำมาวางร่วมกันเพื่อสร้างบรรยากาศและประสบการณ์การใช้งานที่เหมาะสม

ไอเดียจัดห้อง

รวมไอเดียและแนวทางการจัดพื้นที่ที่ช่วยให้ทุกห้องใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จัดออฟฟิศยุคใหม่ ให้ตอบโจทย์ทุกการทำงาน

เทคนิคออกแบบพื้นที่และเลือกเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน

สำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนปรับปรุงสำนักงานหรือจัดพื้นที่ทำงานใหม่ การทำความเข้าใจองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้จะช่วยให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า และเลือกเฟอร์นิเจอร์ได้ตรงกับความต้องการในระยะยาว

  1. วางแผนพื้นที่สำนักงานให้เหมาะกับการใช้งาน

พื้นที่ทำงานส่วนบุคคล : ควรจัดให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับโต๊ะทำงาน เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงาน พร้อมเว้นระยะทางเดินให้สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย

พื้นที่ทำงานร่วมกัน : สามารถจัดเป็นโต๊ะส่วนกลางหรือพื้นที่พูดคุยแบบไม่เป็นทางการ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการทำงานร่วมกันระหว่างแผนก

  1. เลือกขนาดและประเภทเฟอร์นิเจอร์สำนักงานให้เหมาะสม

โต๊ะทำงาน : ควรเลือกขนาดโต๊ะให้สัมพันธ์กับพื้นที่สำนักงาน จำนวนจอคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน หากต้องการรองรับพนักงานหลายคนในพื้นที่จำกัด อาจพิจารณาโต๊ะทำงานแบบกลุ่มหรือ Workstation ที่ออกแบบให้ใช้พื้นที่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เก้าอี้สำนักงาน : ควรให้ความสำคัญกับการรองรับสรีระ ความสูงของที่นั่ง พนักพิง และความสามารถในการปรับระดับ เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้งานและระยะเวลาที่ต้องนั่งทำงานในแต่ละวัน

ตู้เอกสารและเฟอร์นิเจอร์จัดเก็บ : การเลือกตู้เอกสาร ตู้เก็บของ หรือชั้นวางที่เหมาะสมช่วยให้จัดเก็บอุปกรณ์ได้เป็นระเบียบ ลดสิ่งของที่วางบนโต๊ะ และทำให้พื้นที่ทำงานดูสะอาดตา

  1. จัดแสงสว่างให้เหมาะกับการทำงาน

ใช้แสงธรรมชาติ: หากสำนักงานมีหน้าต่าง ควรใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติ พร้อมติดตั้งม่านเพื่อควบคุมแสงจ้าในช่วงเวลาที่แดดแรง

เลือกไฟให้เหมาะกับกิจกรรม: พื้นที่ทำงานควรมีแสงสว่างเพียงพอและกระจายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนพื้นที่อ่านเอกสารอาจเพิ่มไฟเฉพาะจุด

ลดแสงสะท้อนบนหน้าจอ: ควรจัดตำแหน่งโต๊ะและจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงแสงสะท้อนจากหน้าต่างหรือโคมไฟ

เลือกโทนแสงให้สอดคล้องกับพื้นที่: แสงโทนขาวนวลสามารถใช้ในพื้นที่ทำงานทั่วไป ส่วนแสงโทนอุ่นเหมาะกับการสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในพื้นที่พักผ่อน

  1. เลือกโทนสีสำนักงานให้สวยงามและเป็นมืออาชีพ
  • สีขาวและสีครีม: เหมาะกับสำนักงานที่ต้องการความรู้สึกโปร่ง สะอาด และสว่าง
  • สีเทาและสีดำ: ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย เรียบหรู และเป็นทางการ
  • สีไม้ธรรมชาติ: เพิ่มความอบอุ่นและช่วยให้บรรยากาศดูเป็นมิตร
  • สีเขียวและสีฟ้า: สามารถใช้เป็นสีเน้นเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับพื้นที่
  • สีประจำองค์กร: นำมาใช้กับผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งบางส่วน เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความต่อเนื่องของแบรนด์

 

       

โฮมออฟฟิศที่ลงตัว เริ่มต้นจากการจัดพื้นที่

เทคนิคออกแบบพื้นที่ทำงานที่บ้านและเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม

ปัจจุบันการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) กลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการทำงานยุคใหม่ การออกแบบห้องโฮมออฟฟิศที่ดีควรผสมผสานความสวยงามเข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม จัดแสงสว่างให้เพียงพอ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานในทุกวัน

  1. วางแผนพื้นที่โฮมออฟฟิศให้เหมาะกับการใช้งาน

ก่อนเริ่มตกแต่งห้องโฮมออฟฟิศ ควรสำรวจพื้นที่และกำหนดรูปแบบการใช้งานให้ชัดเจน เช่น ใช้สำหรับทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ประชุมออนไลน์ อ่านเอกสาร หรือจัดเก็บอุปกรณ์สำนักงาน เพราะลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันย่อมต้องการพื้นที่และเฟอร์นิเจอร์ที่ต่างกันด้วย

  1. เลือกขนาดและประเภทเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับพื้นที่

โต๊ะทำงาน: ควรมีพื้นที่เพียงพอสำหรับวางคอมพิวเตอร์ จอภาพ เอกสาร และอุปกรณ์ที่จำเป็น หากมีพื้นที่จำกัด อาจเลือกโต๊ะทำงานขนาดกะทัดรัดหรือโต๊ะที่มีลิ้นชักในตัว เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บโดยไม่ต้องใช้ตู้หลายชิ้น

เก้าอี้สำนักงาน: ควรให้ความสำคัญกับความสบายและการรองรับสรีระ โดยเลือกเก้าอี้ที่ปรับระดับความสูงได้ มีพนักพิงรองรับหลัง และมีขนาดเหมาะสมกับโต๊ะทำงาน

ตู้และชั้นวางของ: หากต้องการประหยัดพื้นที่ สามารถเลือกชั้นวางแนวตั้งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีช่องเก็บของในตัว ช่วยลดความรกและทำให้หยิบใช้อุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น

  1. จัดแสงสว่างให้เหมาะกับการทำงานที่บ้าน

ใช้แสงธรรมชาติให้เกิดประโยชน์: หากห้องมีหน้าต่าง ควรจัดโต๊ะทำงานในตำแหน่งที่ได้รับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการวางจอภาพหันเข้าหาหน้าต่างโดยตรงหรือหันหลังให้หน้าต่างจนเกิดแสงสะท้อนบนหน้าจอ

เลือกโคมไฟให้เหมาะกับกิจกรรม: นอกจากไฟหลักบนเพดานแล้ว ควรมีโคมไฟตั้งโต๊ะสำหรับอ่านหนังสือหรือทำงานที่ต้องใช้รายละเอียด โดยเลือกโคมไฟที่ปรับทิศทางแสงได้ เพื่อให้แสงตกกระทบบนพื้นที่ทำงานอย่างทั่วถึง

  1. เลือกโทนสีให้ผ่อนคลายและเพิ่มสมาธิในการทำงาน

สีขาวและสีครีม: เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบห้องสว่าง ดูสะอาดตา และต้องการให้พื้นที่ขนาดเล็กดูโปร่งขึ้น สามารถจับคู่กับโต๊ะทำงานสีไม้หรือเฟอร์นิเจอร์สีเทาอ่อนเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

สีไม้และสีเอิร์ธโทน: เช่น สีเบจ สีน้ำตาลอ่อน และสีเขียวหม่น ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูเป็นธรรมชาติ อบอุ่น และผ่อนคลาย เหมาะกับโฮมออฟฟิศที่ต้องการความรู้สึกสบายเหมือนอยู่บ้าน

สีเทาและสีกรมท่า: เหมาะกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นหรือมินิมอลที่ต้องการความเรียบหรูและดูเป็นมืออาชีพ สามารถใช้เป็นสีหลักของเฟอร์นิเจอร์หรือใช้เป็นสีเน้นบางจุดเพื่อเพิ่มมิติให้กับห้อง

เพิ่มสีสันด้วยของตกแต่ง: หากไม่ต้องการให้ห้องดูเรียบจนเกินไป สามารถเพิ่มสีสันผ่านหมอนอิง ต้นไม้ กระถาง หรืออุปกรณ์บนโต๊ะทำงาน โดยควรเลือกสีที่เข้ากันและไม่ใช้สีที่โดดเด่นหลายเฉดจนทำให้พื้นที่ดูรกสายตา

 

       

ห้องประชุมที่สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมขับเคลื่อนองค์กร

เทคนิคออกแบบห้องประชุมและเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับการใช้งาน

ห้องประชุมเป็นพื้นที่สำคัญภายในองค์กรที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การวางแผนงาน การนำเสนอข้อมูล และการตัดสินใจร่วมกัน การออกแบบห้องประชุมจึงไม่ได้คำนึงถึงความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความเหมาะสมของพื้นที่ และอุปกรณ์ที่ช่วยให้การประชุมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. วางแผนพื้นที่ห้องประชุมให้เหมาะกับการใช้งาน

สำหรับห้องประชุมขนาดเล็ก ควรจัดวางโต๊ะและเก้าอี้ให้กระชับ โดยยังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเดินเข้าออก ส่วนห้องประชุมขนาดใหญ่ควรคำนึงถึงระยะห่างระหว่างที่นั่งและตำแหน่งของผู้เข้าร่วม เพื่อให้ทุกคนสามารถมองเห็นผู้นำเสนอและหน้าจอได้อย่างชัดเจน

  1. เลือกขนาดและประเภทเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับพื้นที่

โต๊ะประชุม: ควรเลือกขนาดและรูปทรงให้เหมาะกับจำนวนผู้ใช้งาน เช่น โต๊ะประชุมทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมาะกับการประชุมที่มีผู้นำเสนออยู่บริเวณหัวโต๊ะ ส่วนโต๊ะประชุมทรงกลมหรือทรงเรือเหมาะกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการพูดคุยร่วมกัน

เก้าอี้ประชุม: ควรเลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับหลัง มีความสูงเหมาะสมกับโต๊ะ และนั่งได้อย่างสบาย โดยเฉพาะห้องประชุมที่ต้องใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเลือกเก้าอี้ที่มีที่วางแขนหรือปรับระดับได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งาน

ตู้และชั้นวางอุปกรณ์: เหมาะสำหรับจัดเก็บเอกสาร อุปกรณ์นำเสนอ และเครื่องใช้สำนักงานต่าง ๆ ช่วยให้ห้องประชุมดูเป็นระเบียบและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

เฟอร์นิเจอร์เสริม: เช่น โต๊ะวางอุปกรณ์ ชั้นวางจอภาพ หรือแท่นวางเอกสาร สามารถเลือกเพิ่มเติมตามลักษณะการประชุม เพื่อให้การใช้งานมีความคล่องตัวมากขึ้น

เก้าอี้ออดิทูเรียมแชร์: ควรเลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงและเบาะนั่งรองรับสรีระ พร้อมพิจารณาฟังก์ชันเสริม เช่น แผ่นรองเขียนสำหรับจดบันทึก และระบบพับเก็บที่นั่งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและช่วยให้พื้นที่ดูเป็นระเบียบ

  1. จัดแสงสว่างให้เหมาะกับการประชุม

ใช้แสงธรรมชาติให้เกิดประโยชน์: หากห้องประชุมมีหน้าต่าง ควรจัดตำแหน่งโต๊ะประชุมให้ได้รับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม พร้อมติดตั้งม่านหรือม่านปรับแสงเพื่อควบคุมความสว่างและลดแสงสะท้อนบนหน้าจอ

เลือกไฟส่องสว่างให้เหมาะสม: ควรเลือกใช้ไฟเพดานที่ให้แสงสว่างทั่วถึง โดยไม่ทำให้เกิดเงามืดหรือแสงจ้าที่รบกวนสายตา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถอ่านเอกสารและมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน

จัดแสงสำหรับการนำเสนอและประชุมออนไลน์: ห้องประชุมที่มีการใช้โปรเจกเตอร์หรือจอแสดงผลควรสามารถปรับระดับแสงได้ตามกิจกรรม ส่วนการประชุมออนไลน์ควรจัดแสงให้ใบหน้าผู้เข้าร่วมสว่างอย่างเหมาะสม

  1. เลือกโทนสีให้เหมาะกับบรรยากาศและภาพลักษณ์องค์กร

สีขาวและสีครีม: ช่วยให้ห้องดูสะอาด สว่าง และโปร่งโล่ง เหมาะสำหรับห้องประชุมที่มีพื้นที่จำกัดหรือองค์กรที่ต้องการภาพลักษณ์เรียบง่ายและทันสมัย

สีเทาและสีดำ: เหมาะกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นและมินิมอล ให้ความรู้สึกเรียบหรู เป็นมืออาชีพ สามารถจับคู่กับโต๊ะประชุมลายไม้หรือเฟอร์นิเจอร์โครงเหล็กเพื่อเพิ่มความโดดเด่น

สีไม้และสีเอิร์ธโทน: ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับห้องประชุมที่ต้องการส่งเสริมการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

สีประจำองค์กร: สามารถนำสีของแบรนด์มาใช้เป็นองค์ประกอบตกแต่ง เช่น ผนังบางส่วน เก้าอี้ หรือของตกแต่ง เพื่อสร้างเอกลักษณ์และทำให้ห้องประชุมสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

       

ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นมากกว่ามุมพักผ่อน

เทคนิคออกแบบพื้นที่พักผ่อนภายในองค์กรและเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับการใช้งาน

พื้นที่ส่วนกลางภายในบริษัท เป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศการทำงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ หรือโซฟาให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย จำนวนผู้ใช้งาน เพื่อให้พนักงานสามารถใช้เวลาพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ พร้อมกลับไปทำงานด้วยความสดชื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. วางแผนพื้นที่ส่วนกลางให้เหมาะกับการใช้งาน

พื้นที่รับประทานอาหาร: ควรจัดให้เป็นสัดส่วน มีโต๊ะและเก้าอี้เพียงพอต่อจำนวนพนักงาน พร้อมเว้นระยะทางเดินให้สะดวกต่อการเข้าออกและการเคลื่อนย้ายอาหาร หากมีพนักงานจำนวนมาก ควรจัดโต๊ะหลายชุดเพื่อรองรับการใช้งานในช่วงเวลาพักกลางวัน

พื้นที่นั่งเล่นและพักผ่อน: เหมาะสำหรับการพักสายตา เปลี่ยนอิริยาบถ หรือนั่งผ่อนคลายระหว่างวัน อาจจัดเป็นมุมโซฟาหรือเก้าอี้พักผ่อน พร้อมโต๊ะกลางขนาดเล็ก เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและสบายเหมือนอยู่บ้าน

  1. เลือกขนาดและประเภทเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับพื้นที่

โต๊ะรับประทานอาหาร: ควรเลือกขนาดให้เหมาะกับจำนวนพนักงานและพื้นที่ที่มีอยู่ โดยอาจเลือกโต๊ะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับรองรับผู้ใช้งานหลายคน หรือโต๊ะกลมสำหรับพื้นที่ขนาดเล็กที่ต้องการบรรยากาศเป็นกันเอง

เก้าอี้นั่งพักและเก้าอี้รับประทานอาหาร: ควรมีขนาดเหมาะสม แข็งแรง และนั่งสบาย รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หากเป็นพื้นที่รับประทานอาหารควรเลือกวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ส่วนพื้นที่พักผ่อนอาจเลือกเก้าอี้ที่มีเบาะนั่งและพนักพิงเพื่อเพิ่มความสบาย

โซฟาและโต๊ะกลาง: เหมาะสำหรับจัดเป็นมุมพักผ่อนภายในบริษัท ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเอง สามารถเลือกโซฟาขนาด 2–3 ที่นั่ง หรือโซฟาแบบเข้ามุมตามขนาดพื้นที่ พร้อมโต๊ะกลางสำหรับวางเครื่องดื่มหรือของใช้ส่วนตัว

ตู้และชั้นวางของ: เหมาะสำหรับจัดเก็บอุปกรณ์รับประทานอาหาร ของใช้ส่วนกลาง หรือสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ช่วยให้พื้นที่ดูเป็นระเบียบและสะดวกต่อการดูแลรักษา

  1. จัดแสงสว่างให้เหมาะกับบรรยากาศการพักผ่อน

ใช้แสงธรรมชาติให้เกิดประโยชน์: หากพื้นที่ส่วนกลางมีหน้าต่างหรือช่องรับแสง ควรเปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อให้พื้นที่ดูโปร่ง โล่ง และไม่อึดอัด สามารถใช้ม่านโปร่งแสงช่วยกรองแสงแดดที่ส่องเข้ามาโดยตรงได้

เลือกไฟส่องสว่างให้เหมาะกับกิจกรรม: พื้นที่รับประทานอาหารควรมีแสงสว่างเพียงพอสำหรับการมองเห็นอาหารและสิ่งของต่าง ๆ ส่วนมุมนั่งเล่นหรือพักผ่อนสามารถเลือกใช้แสงที่นุ่มนวลขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและสบายตา

เพิ่มความโดดเด่นด้วยไฟตกแต่ง: สามารถเลือกใช้โคมไฟแขวน โคมไฟตั้งพื้น หรือไฟซ่อนตามแนวผนัง เพื่อเพิ่มมิติให้กับพื้นที่และสร้างเอกลักษณ์ในการตกแต่ง โดยควรคำนึงถึงความปลอดภัยและไม่ให้แสงรบกวนผู้ใช้งาน

  1. เลือกโทนสีให้ผ่อนคลายและสร้างบรรยากาศที่ดี

สีขาวและสีครีม: ช่วยให้พื้นที่ดูสว่าง สะอาดตา และกว้างขวาง เหมาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่มีขนาดจำกัด สามารถจับคู่กับเฟอร์นิเจอร์ลายไม้เพื่อเพิ่มความอบอุ่น

สีเขียวและสีเอิร์ธโทน: เช่น สีเขียวหม่น สีเบจ และสีน้ำตาลอ่อน ช่วยสร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ดูอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมาะกับมุมนั่งเล่นหรือพื้นที่พักผ่อน

สีฟ้าและสีเทาอ่อน: ช่วยให้บรรยากาศดูสงบ สบายตา และทันสมัย เหมาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่ต้องการความเรียบง่ายและดูเป็นระเบียบ

สีสันสดใส: เช่น สีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียว สามารถนำมาใช้เป็นสีเน้นผ่านเก้าอี้ หมอนอิง หรือของตกแต่ง เพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาและทำให้พื้นที่ดูไม่น่าเบื่อ

 

      

ยกระดับพื้นที่ต้อนรับ สู่ความประทับใจเหนือระดับ

เทคนิคออกแบบห้องรับแขกและพื้นที่ต้อนรับ เลือกเฟอร์นิเจอร์อย่างไรให้ลงตัว

ห้องรับแขกและพื้นที่ต้อนรับเป็นพื้นที่แรกที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า หรือผู้มาติดต่อ การออกแบบพื้นที่ให้สวยงาม เป็นระเบียบ และสะดวกสบาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

  1. วางแผนพื้นที่ต้อนรับให้เหมาะกับการใช้งาน

กำหนดวัตถุประสงค์ของพื้นที่ให้ชัดเจนว่าต้องการใช้สำหรับต้อนรับลูกค้า นั่งพักคอย เพื่อให้สามารถจัดสรรพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม จัดวางชุดรับแขกหรือโซฟาให้เป็นสัดส่วน พร้อมเว้นระยะทางเดินให้เพียงพอ และอาจเพิ่มโต๊ะกลางหรือโต๊ะข้างสำหรับวางเครื่องดื่มและสิ่งของ เพื่อให้พื้นที่ดูเป็นระเบียบ ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่รู้สึกอึดอัด และไม่รบกวนการทำงานของส่วนอื่น

  1. เลือกขนาดและประเภทเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับพื้นที่

หากเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ควรเลือกโซฟาหรือเก้าอี้ที่มีดีไซน์เรียบง่าย ไม่กินพื้นที่มากเกินไป ส่วนพื้นที่ขนาดใหญ่สามารถจัดชุดรับแขกหลายที่นั่ง เพื่อรองรับผู้มาติดต่อได้หลากหลายกลุ่ม เลือกให้เหมาะกับขนาดพื้นที่และลักษณะการใช้งาน เช่น โซฟาสำหรับรองรับแขก เก้าอี้รับรองสำหรับพื้นที่ต้อนรับ โต๊ะกลางสำหรับวางเครื่องดื่ม หรือโต๊ะข้างสำหรับใช้งานเพิ่มเติม โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายในการนั่ง

  1. จัดแสงสว่างให้เหมาะกับบรรยากาศการต้อนรับ

ควรเลือกใช้แสงที่ให้ความสว่างอย่างทั่วถึง ไม่มืดหรือจ้าจนเกินไป โดยอาจใช้แสงธรรมชาติร่วมกับไฟภายในห้อง เพื่อให้พื้นที่ดูโปร่ง โล่ง และน่าใช้งาน นอกจากนี้ การเลือกใช้โคมไฟตกแต่งยังช่วยเพิ่มความโดดเด่นและสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ได้อีกด้วย

เลือกใช้แสงโทนอุ่น (Warm White) เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเอง

ใช้แสงโทนธรรมชาติ (Natural White) เพื่อให้พื้นที่ดูสว่าง สะอาดตา และทันสมัย

  1. เลือกโทนสีให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์องค์กร

ควรเลือกสีที่เข้ากับภาพลักษณ์ขององค์กรและสไตล์การตกแต่งโดยรวม เช่น สีขาว สีครีม หรือสีเบจ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย หรือสีเทาและสีน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มความเรียบหรูและดูเป็นมืออาชีพ ใช้สีหลักที่เรียบง่ายเป็นพื้นหลัง แล้วเพิ่มสีสันผ่านเฟอร์นิเจอร์ หมอนอิง หรือของตกแต่ง เพื่อให้พื้นที่ดูมีมิติ สวยงาม และไม่รู้สึกจำเจ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกใช้สีของแบรนด์เป็นองค์ประกอบตกแต่ง เพื่อสร้างความโดดเด่นและจดจำได้ง่าย

 

       

สร้างสรรค์พื้นที่แห่งการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ทุกไอเดียเติบโต

เทคนิคออกแบบพื้นที่การเรียนรู้และเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ตอบโจทย์การใช้งาน

พื้นที่การเรียนรู้ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ การออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่ดีควรตอบโจทย์ทั้งการเรียนแบบรายบุคคลและการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม และออกแบบบรรยากาศให้รู้สึกผ่อนคลาย เพื่อสร้างพื้นที่ที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกมากยิ่งขึ้น

  1. วางแผนพื้นที่การเรียนรู้ให้เหมาะกับกิจกรรม

สำหรับห้องเรียนทั่วไป ควรจัดโต๊ะและเก้าอี้ให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นกระดานหรือจอแสดงผลได้อย่างชัดเจน พร้อมเว้นระยะทางเดินให้สะดวกต่อการเข้าออก ส่วนพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลุ่มอาจจัดโต๊ะแบบกลุ่มย่อย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น

  1. เลือกขนาดและประเภทเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับพื้นที่

โต๊ะเรียน: ควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานและมีพื้นที่เพียงพอสำหรับวางหนังสือ สมุด อุปกรณ์การเรียน หรือคอมพิวเตอร์ หากเป็นห้องเรียนที่ต้องจัดกิจกรรมกลุ่ม อาจเลือกโต๊ะที่สามารถนำมาต่อกันหรือจัดเรียงใหม่ได้ เพื่อรองรับรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

เก้าอี้เรียน: ควรมีความสูงเหมาะสมกับโต๊ะและสรีระของผู้เรียน มีพนักพิงรองรับแผ่นหลัง และนั่งได้อย่างสบาย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องใช้เวลาเรียนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรให้ความสำคัญกับความแข็งแรงและความทนทานของวัสดุด้วย

ตู้และชั้นวางอุปกรณ์: สำหรับจัดเก็บหนังสือ สื่อการเรียนการสอน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยให้พื้นที่เป็นระเบียบ ลดความรก และทำให้หยิบใช้งานได้สะดวก

เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์: สำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านขนาด ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย เช่น โต๊ะพับได้ เก้าอี้น้ำหนักเบา หรือชั้นวางของที่ใช้จัดแบ่งพื้นที่ได้

  1. จัดแสงสว่างให้เหมาะกับการเรียนรู้

ใช้แสงธรรมชาติให้เกิดประโยชน์: ควรจัดวางโต๊ะเรียนในตำแหน่งที่ได้รับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงแสงแดดที่ส่องเข้าตาโดยตรง สามารถใช้ม่านปรับแสงเพื่อควบคุมความสว่างและลดแสงจ้าที่รบกวนการเรียนได้

เลือกไฟส่องสว่างให้เพียงพอ: ควรเลือกใช้ไฟเพดานที่กระจายแสงได้ทั่วถึง ไม่เกิดเงามืดในบริเวณโต๊ะเรียน และอาจเสริมโคมไฟตั้งโต๊ะในพื้นที่อ่านหนังสือหรือมุมทำงานที่ต้องการแสงเฉพาะจุด

จัดแสงให้เหมาะกับการใช้เทคโนโลยี: สำหรับห้องเรียนที่มีคอมพิวเตอร์หรือจอแสดงผล ควรจัดตำแหน่งแสงให้เหมาะสม เพื่อลดแสงสะท้อนบนหน้าจอและช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นเนื้อหาได้ชัดเจน

  1. เลือกโทนสีให้ผ่อนคลายและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

สีขาวและสีครีม: ช่วยให้ห้องดูสว่าง สะอาดตา และโปร่งโล่ง เหมาะสำหรับห้องเรียนหรือพื้นที่อ่านหนังสือที่ต้องการบรรยากาศเรียบง่ายและสบายตา

สีฟ้าและสีน้ำเงินอ่อน: ให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย เหมาะสำหรับพื้นที่อ่านหนังสือหรือพื้นที่ที่ต้องใช้สมาธิในการเรียนรู้

สีเขียว: ช่วยสร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถนำมาใช้ร่วมกับเฟอร์นิเจอร์ลายไม้หรือต้นไม้ตกแต่ง เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับพื้นที่

สีเหลืองและสีส้ม: เป็นสีที่ช่วยเพิ่มความสดใสและความมีชีวิตชีวา เหมาะสำหรับใช้เป็นสีเน้นในบางจุด เช่น ผนังตกแต่ง เก้าอี้ หรืออุปกรณ์ภายในห้อง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับพื้นที่

 

       

จากไอเดีย สู่พื้นที่ที่ใช้งานได้จริง

ไอเดียที่ดีไม่ใช่เพียงการจัดวางพื้นที่ให้สวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานของผู้คนในพื้นที่นั้นด้วย D FURNIMATE พร้อมช่วยนำแนวคิดของคุณมาต่อยอด ตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ การจัดวาง ไปจนถึงการค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับรูปแบบพื้นที่และความต้องการของโครงการ